"ศุภจี" จัดมาตรการเร่งด่วน ลดภาระประชาชน น้ำมันกระทบราคาสินค้า เสี่ยงดันเงินเฟ้อแตะ 3%
"ศุภจี" จัดมาตรการเร่งด่วน ลดภาระประชาชน ช่วงน้ำมันแพง ยอมรับ น้ำมันกระทบราคาสินค้า เสี่ยงดันเงินเฟ้อแตะ 3% จัดตาใกล้ชิดหาทางรับมือ
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงการดำเนินมาตรการสำคัญของกระทรวงฯ ต่อสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลาง โดยมาตรการเร่งด่วน ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ลดค่าครองชีพทันทีผ่านโครงการไทยช่วยไทย โดยคัดเลือกสินค้าเป้าหมายที่ใช้ในชีวิตประจำวัน มาจำหน่ายในราคาพิเศษ กระจ่าย 77 จังหวัดทั่วประเทศ ตลอดจนจัดตลาดธงฟ้าลดราคาสินค้าที่จำเป็น เริ่มโครงการ ในช่วงมีนาคม-สิงหาคม 2569
สำหรับมาตรการสินค้าและบริการควบคุม เดิมมีทั้งหมด 12 หมวดสินค้า จำนวน 59 รายการ และจะปรับเพิ่มสินค้าอีก 7 รายการ รวมเป็น 66 รายการ โดยเพิ่มสินค้า 4 รายการ ได้แก่ เม็ดพลาสติก น้ำดื่มบรรจุขวด น้ำปลา และซีอิ้ว ซึ่งได้เสนอ ครม.รับทราบแล้ว ส่วนอีก 3 รายการ ได้แก่ มะพร้าวอ่อนและผลิตภัณฑ์มะพร้าว ปลากระพงขาว และกากถั่วเหลือง ยังอยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียด คาดว่า ในเร็วๆ นี้จะมีความชัดเจน ก่อนเสนอให้ ครม.เพิ่มเติม
ส่วนสินค้าและบริการควบคุม 59 รายการเดิม ได้มีมาตรการยกระดับสินค้าควบคุม ในกลุ่มที่ต้องมีการขออนุญาตเปลี่ยนเแปลงราคาเพิ่มเติมจำนวน 8 รายการ ได้แก่ กระดาษชำระ กระดาษเช็ดหน้า แชมพู ผงซักฟอก ผลิตภัณฑ์ล้างจาน ผ้าอนามัย สบู่ก้อน สบู่เหลว สุกรเนื้อสุกร และหอมใหญ่หัวใหญ่ ขณะที่น้ำตาลทรายเป็นสินค้าที่มีความจำเป็นจะต้องยกระดับ ที่อยูในความดูแลของ สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) หากจะเปลี่ยนแปลงราคาต้องแจ้งกระทรวงพาณิชย์
อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ สินค้าและบริการควบคุมทั้ง 59 รายการ ยังไม่มีผู้ประกอบการแจ้งขอปรับราคา แต่ยืนยันว่ากระทรวงพาณิชย์พยายามดำเนินมาตรการอย่างเต็มที่ภายใต้กลไกที่มีอยู่เพื่อให้ทั้งประชาชนและผู้ประกอบการสามารถดำเนินชีวิตและธุรกิจต่อไปได้อย่างสมดุลและเท่าเทียมในช่วงวิกฤต
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า ไม่สามารถควบคุมราคาสินค้าทุกประเภทได้เนื่องจากสถานการณ์ขณะนี้ถือเป็นภาวะไม่ปกติแต่คาดว่าจะไม่ยืดเยื้อเป็นระยะเวลานานจึงขอความเข้าใจและความร่วมมือจากประชาชนในการช่วยกันประหยัดค่าใช้จ่ายและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า
ส่วนล่าสุดที่ราคาน้ำมันปรับขึ้น 6 บาทต่อลิตร นางศุภจี ยอมรับว่าน่าจะมีผลกระทบต่อราคาสินค้า ซึ่งจะต้องมีการหารือกับคณะกรรมการว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ หรือ กกร. เพื่อพิจารณาว่ากระทบอย่างไร อาทิ หากต้นทุนกระทบค่าขนส่ง อาจจะต้องอนุโลมให้มีการขึ้นราคาได้
ด้านนายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงภาพรวมสถานการณ์ปุ๋ยในประเทศว่า ปัจจุบันปุ๋ยยูเรียส่วนใหญ่นำเข้าจากภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมีบางส่วนมาจากประเทศมาเลเซียและบรูไน ซึ่งได้ทยอยนำเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปริมาณสต๊อกปุ๋ยในประเทศยังคงเพียงพอรองรับการใช้งานไปจนถึงช่วงเดือนเมษายนนี้
อย่างไรก็ตาม ในช่วง 4 เดือนข้างหน้า คาดว่าจะมีความต้องการใช้ปุ๋ยยูเรียในปริมาณสูง หรืออยู่ที่ประมาณ 16 - 17 ล้านกระสอบ เนื่องจากเป็นช่วงฤดูกาลเพาะปลูกสำคัญของภาคการเกษตร
ทั้งนี้ กรมการค้าภายใน ได้เสนอแนวทางดำเนินโครงการ ปุ๋ยธงเขียวโดยจะบูรณาการความร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือร่วมกับกลุ่มเกษตรกรหลัก 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้ปลูกข้าว กลุ่มข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และกลุ่มมันสำปะหลัง โดยมีเป้าหมายส่งเสริมการใช้
ปุ๋ยทางเลือกซึ่งเป็นสูตรปุ๋ยที่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่ปรับลดสัดส่วนการใช้ยูเรียลง เพื่อช่วยกระจายปริมาณปุ๋ยให้เพียงพอและทั่วถึงมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ควบคู่กัน เพื่อลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มความยั่งยืนในภาคการเกษตร สำหรับโครงการธงเขียวพลัสจะเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกร โดยตั้งเป้าสนับสนุนปุ๋ยประมาณ 1 ล้านกระสอบ
อธิบดีกรมการค้าภายในย้ำว่า มาตรการทั้งหมดมีเป้าหมายเพื่อบริหารจัดการปริมาณปุ๋ยในประเทศให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ควบคู่กับการลดภาระต้นทุนของเกษตรกรในช่วงที่ความต้องการใช้ปุ๋ยเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ แนวทางการช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย หรือ SMEs ระบุว่า จะมีการเชื่อมโยงผู้ผลิตรายใหญ่กับผู้ประกอบการรายย่อย ผ่านโครงการ "ไทยช่วยไทย" โดยจะรับสินค้าราคาถูกจากผู้ผลิตรายใหญ่มาจำหน่าย เพื่อเพิ่มกำไรส่วนต่าง (margin) ให้ผู้ประกอบการร้านค้าปลีกรายย่อย
รวมถึงจะสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อรองรับต้นทุนด้านพลังงานและโลจิสติกส์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จะร่วมกับ ธ.ก.ส. จัดกิจกรรมส่งเสริมไม้ยืนต้นหลักประกันทางธุรกิจ ส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการและประชาชนทุกระดับ ควบคู่กับการกำกับดูแลสินค้าต้นทุน อาทิ ปุ๋ย อาหารสัตว์ และวัตถุดิบอุตสาหกรรม
ส่วนแนวทางการช่วยเหลือ กลุ่มผู้ส่งออก กระทรวงพาณิชย์ จะรักษาความสามารถแข่งขันของผู้ประกอบการส่งออก ด้วนการบริหารต้นทุนโลจิสติกส์ ที่จะช่วยติดตามสถานการณ์ค่าระวางเรือ ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ปัญหา container shortage
อีกทั้งช่วยเร่งหาตลาดใหม่ โดย กระทรวงฯ มอบหมายทูตพาณิชย์ทั้ง 58 แห่งทั่วโลก รายงานสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจ การค้า และมาตรการของประเทศคู่ค้าอย่างใกล้ชิดและ เตรียมแนวทางกระจายตลาดส่งออกไปยังภูมิภาคอื่นเพิ่มเติม เช่น เอเชียใต้ แอฟริกา และลาตินอเมริกา
ขณะที่ นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายยุทธศาสตร์การค้า หรือ สนค. ระบุว่า สนค. ได้มีการจัดทำฉากทัศน์ผลกระทบจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกไว้ 3 ระดับ คือ 80 ดอลลาร์ 100 ดอลลาร์ และ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยจากการประเมินเบื้องต้นหากราคาน้ำมันอยู่ที่ 120 ดอลลาร์ อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์จะอยู่ที่ระดับ 3% แม้ว่าขณะนี้ราคาน้ำมันจะแกว่งตัวอยู่ที่ประมาณ 88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่สถานการณ์มีความไม่แน่นอนสูงมาก สำหรับเงินเฟ้อจะทะลุ 3% หรือไม่นั้น สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือการติดตามอย่างใกล้ชิดและเตรียมมาตรการรองรับให้ทันท่วงที และภายในเดือนมีนาคมนี้ น่าจะได้ตัวเลขเงินเฟ้อที่มีความชัดเจน
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB